วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

I love Taiwan 1 (สะพายเป้เที่ยวไต้หวัน ครั้งที่ 1)

          ไต้หวัน  ประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆที่ไม่น่าแตกต่างอะไรไปจากประเทศจีนมากมาย  ปีนี้เราเลือกเดินทางมาที่นี่  ไม่มีอะไรมากไปกว่าบุพเพสันนิวาสที่ทำให้เราได้มา
          ก่อนมา  เราคิดเสมอว่าคนไต้หวันคือคนจีน ทุกอย่างจะเหมือนประเทศจีน ลักษณะภูมิประเทศ  ผู้คน  วิถีชีวิต  ยังไงก็คงเป็นอย่างจีนจีนที่เราคุ้นชิน  ปริมาณคนที่มากมาย ชีวิตผู้คนที่ดูวุ่นวาย การพูดคุยเสียงดังและห้องน้ำที่เป็นตำนาน

ยืนรอรถเมล์อย่างมีวินัยท่ามกลางสายฝน

          เมื่อได้มาไต้หวัน สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาที่เราเห็นและเป็นที่น่าแปลกใจที่สุด  การเดินทางอันสะดวกสบาย  ความมีระเบียบวินัย ความสะอาด การเอาใจใส่ต่อสิ่งเล็กๆน้อยๆ ตลอดจนความมีน้ำใจของคนไต้หวันได้เปลี่ยนความคิดของเราไปหมด ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่าคนไทยเป็นคนน่ารักและมีน้ำใจที่สุด

          เมื่อเรามาเจอไต้หวันที่น่ารักดูแลเราเป็นอย่างดี ไม่คิดฝันว่าจะเจอเหตุการณ์แบบนี้จริงๆ 
                   ~  เราเปิดแผนที่ยังไม่ทันได้ถามข้อมูลอะไร
    “เค้าก็ถามเราแล้วว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า”
~  เราถามอาม่าว่ารถที่ไปสถานที่นี้มากี่โมง เพราะมีรถมาชั่วโมงละหนึ่งคัน
    “อาม่าอากงแถวนั้นไม่ยอมไปไหน  มองดูเราไม่คลาดสายตาเพราะเกรงว่าเราจะตกรถ”
~  เมื่อเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวเรียบร้อย  เราถามคนแถวนั้นว่ารถที่จะกลับไทเปขึ้นรถจุดนี้หรือเปล่า เค้าตอบว่าใช่ เราขอบคุณและเดินเข้าซุปเปอร์มาเกตอย่างสบายใจ  
    “ระหว่างนั้นรถที่จะไปไทเปก็มา ซึ่งเราก็ยังเลือกซื้อขนมขบเคี้ยวอย่างสนุกสนาน 
     เนื่องจากไม่ทราบว่ารถมาแล้ว เด็กสองคนที่เราถามข้อมูลโบกรถทันทีและวิ่งมาจับมือ
     เราจากซุปเปอร์มาเกตมาขึ้นรถ”


I love Taiwan 2 (สะพายเป้เที่ยวไต้หวัน ครั้งที่ 2)

ครั้งก่อนฉันมาไต้หวันกับเพื่อนๆ เมื่อได้มาสัมผัสกับประเทศนี้ฉันประทับใจมาก การเดินทางที่สะดวกสบาย ความเป็นระเบียบ ความมีวินัย เป็นเมืองที่สะอาดร่มรื่นสวยงาม ฉันจึงกลับมาอีกครั้งพร้อมกับผู้หญิงคนนี้ “แม่”

ฉันเลือกประเทศนี้ที่ต้องพาคุณแม่มาด้วย คุณแม่ของฉันอายุ 61 ปี  จึงไม่ง่ายนักที่จะพาเดินทางออกท่องเที่ยวแบบแบคแพ็ค  แต่ฉันก็พาคุณแม่มาด้วย เพราะอะไรหนอ??? มาติดตามกันนะคะ
 

  อาหารรสชาติไม่จัดมาก เหมาะกับคนมีอายุ
  

 
 เดือนเมษายนอากาศเย็นสบายเหมาะสำหรับการเดินทาง

สะพายเป้เที่ยวพม่า (Myanmar) เส้นทาง AEC ตอนที่ 3 เก็บตกมนต์เสน่ห์ของที่นี่ ... ย่างกุ้ง (Yangon)

           วันนี้เราตั้งใจตื่นกันตั้งแต่เช้าเพื่อให้ไปทันขบวนรถไฟรอบแรกในการชมรอบๆเมืองย่างกุ้ง ขอขอบพระคุณนายสถานีรถไฟเป็นอย่างสูงที่ช่วยดูแลเราเป็นอย่างดี  เราขึ้นรถไฟถูกขบวนและทันเวลา


ค่าตั๋วรถไฟชมเมืองย่างกุ้งใบละ  8 บาท กับระยะเวลา 3 ชั่วโมง
ขึ้นสถานีต้นทางว่างทุกที่นั่ง นอนไปได้เลยนะคะ








 บรรยากาศรอบเมืองย่างกุ้ง
 


 ถึงสถานีปลายทาง(จุดเริ่มต้น)ฉันมีลูกสาวหนึ่งคน

          วัฒนธรรมของพม่าได้รับอิทธิพลทั้งจากมอญ จีน อินเดียและไทย ชาวพม่าทั้งหญิงและชายนิยมนุ่งโสร่ง(ลองยี) โอ๊ะโอ!!!! แปลกตาจริงๆค่ะ มองไปทางซ้ายก็นุ่งโสร่ง มองไปทางขวาก็โสร่ง  ปั่นจักรยานก็นุ่งโสร่ง เอ๊ะ!!!!! หนุ่มสาวอ๊อฟฟิตของที่นี่เค้าแต่งตัวไปทำงานกันยังไงนะ นุ่งโสร่งกันหรือเปล่า????




            



ชาวพม่าทั้งหญิงและชายนิยมนุ่งโสร่ง(ลองยี)

         





เห็นแถวยาวๆแต่ไกล คนพม่าเข้าคิวซื้ออะไร ลองเดาดูนะคะ





เช้าเคี้ยวหมาก บ่ายเคี้ยวหมาก เย็นก็เคี้ยวหมาก
          โอ๊ะโอ ... ชาวพม่าเคี้ยวหมากกันทั้งวัน  จำนวนร้านขายหมากจึงมีมากมาย ด้านซ้าย ด้านขวา ด้านหน้า ด้านหลัง มีร้านขายหมากรอบตัวเยอะมาก หมากที่นี่ซื้อสะดวกค่ะ ไม่ต้องเดินไปถึงร้านสะดวกซื้อ สามารถซื้อสะดวกได้เลยตามข้างฟุตบาท(ร้านขายหมากเยอะจริงๆ) ชาวพม่าติดหมากมากเหมือนคนไทยติดสมาร์ทโฟนค่ะ ไปไหนเราไปด้วยกันนะ








          มนต์เสน่ห์ของพม่านั้นไม่ได้อยู่ที่ความสะดวกสบาย แต่อยู่ที่ศิลปวัฒนธรรม  ความมีตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์  ความเชื่อ  วิถีชีวิตที่เรียบง่ายในแบบดั้งเดิม


สะพายเป้เที่ยวพม่า (Myanmar) เส้นทาง AEC ตอนที่ 2 นมัสการพระธาตุเจดีย์ไจทีโย(Kyaikhtiyo) พระธาตุอินทร์แขวน

            จากเมืองย่างกุ้งสู่เมืองหงสาวดีเพื่อเดินทางไปพระธาตุอินทร์แขวน  ซึ่งใช้เวลา 5 - 6 ชั่วโมง เส้นทางนี้เราผ่านพระธาตุมุเตา พระราชวังบุเรงนอง ถึงพระธาตุอินทร์แขวน
การสักการบูชาพระธาตุอินทร์แขวน ตามความเชื่อของคนพม่าบอกว่าในชีวิตนี้เราควรขึ้นมาไหว้สักการะให้ครบ 3 ครั้ง  และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกของเราค่ะ(บางคนขึ้นไป 3 ครั้งติดต่อกัน)

  
 
รถจอดปุ๊บปีนปั๊บ เย้เย้...เราได้ที่นั่งแล้วคร๊า
 เราต้องนั่งรถหกล้อขึ้นไปบนพระธาตุอินทร์แขวน ในการขึ้นรถอยากแนะนำว่าต้องขึ้นให้ไว เคลมไว ไปไวนะคะ หากเหนียมอายชักช้าเราตกรถแน่นอน วันนี้เรามากันหลายคน  ในกลุ่มของเรามีคุณแม่มาด้วย เราส่งคุณแม่ขึ้นด้านหน้าของรถหกล้อ(ยอมจ่ายแพงกว่า) เพื่อให้ท่านได้นั่งสบาย(ด้านหน้ารถนั่ง 8 คน ไม่รวมคนขับค่ะ) ส่วนตัวเราขอเพลิดเพลินผจญภัยในพม่านะคะ งานนี้บอกได้เลยว่าสนุกและมันส์สุดๆยิ่งกว่าเล่นไวกิ้ง 10 รอบรวมกัน
ความลำบากที่แสนสนุก เค้าและเราเบียดกันและกันเราต้องรีบวิ่งขึ้นรถหกล้ออย่างรวดเร็วเพราะคนพม่าเค้ารวดเร็วกว่าเราเยอะ ถ้าไม่วิ่งไม่ปีนเราจะไม่มีที่นั่งค่ะ ที่นั่งบนรถหกล้อจะนั่งกันอย่างหนาแน่นเต็มพื้นที่เพื่อความปลอดภัยขณะที่รถเลี้ยวโค้งเต็มสปีดเวลาขึ้นและลงเขา  สนุกสนานอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ  ปกติไม่ค่อยเมารถแต่ครั้งนี้ขอยาดมเป็นที่พึ่งละกันนะ








   

ขึ้นมาถึงพระธาตุอินทร์แขวน ก่อนจะเดินเข้าไปในบริเวณพระธาตุนั้นเราต้องถอดรองเท้า  ที่นี่มีถุงพลาสติกจำหน่ายเพื่อใส่รองเท้าถือเข้าไปข้างใน  แต่เราฝากรองเท้าบริเวณจุดรับฝากค่ะ

 


 จ่ายแพงกว่าทำไม???? เพราะอะไรค่าเข้าชมสถานที่เราถึงแพง
(แอบทำหน้าเนียนเป็นชาวพม่าแล้วนะคะ)

เรานุ่งกางเกงคนพม่านุ่งโสร่ง ลักษณะของเราแตกต่างจากคนที่นี่สิ้นเชิง ทุกสถานที่ที่เราไปเค้าจะวิ่งมาเก็บค่าเข้าชมทุกครั้ง เพราะความเหมือนที่แตกต่าง (ชุดของเรานี่เอง หุหุ) 
 



 เราเข้าคิวบูชาทองคำเปลวเพื่อนำไปสักการบูชาพระธาตุอินทร์แขวน  แต่เอ๊ะทำไมเค้าถึงอนุญาตให้ผู้ชายเข้าไปติดทองคำเท่านั้นหล่ะ  เอายังไงหล่ะทีนี้  ต้องอาศัยคุณพี่ทหารชาวพม่าให้ช่วยติดให้เราด้วยนะคะ
                                            




บนพระธาตุอินทร์แขวนบรรยากาศดี อากาศเย็นกว่าข้างล่าง ผู้คนมากมายมาที่นี่เพื่อทำสมาธิ สวดมนต์และขอพร  ส่วนตัวฉันขอซึมซับกับบรรยากาศโดยรอบ


สะพายเป้เที่ยวพม่า (Myanmar) เส้นทาง AEC ตอนที่ 1 สวัสดีย่างกุ้ง (Yangon)

ครั้งนี้เราเดินทางสู่เมืองย่างกุ้ง  อดีตเมืองหลวงของประเทศพม่า  ออกเดินทางจากดอนเมืองสู่สนามบินย่างกุ้งใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้นค่ะ
เมื่อเราเดินออกมาจากสนามบินย่างกุ้งก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของประเทศพม่า สังเกตจากการนุ่งโสร่งของคนที่นี่ ดูแปลกตากันจริงๆค่ะ

อ่อ!ลืมบอกไป  พม่าใช้เงินสกุลจัต  เราสามารถนำเงินบาทแลกเป็นจัตได้เฉพาะในตลาดขนาดใหญ่มากๆเท่านั้น เช่น ตลาดสก๊อต การแลกเงินที่ปลอดภัยที่สุดในการมาเที่ยวที่นี่คือเราต้องแลกดอลลาร์(แบงค์ใหม่ที่ปราศจากริ้วรอยการขีดเขียน ปราศจากการยับ)จากเมืองไทย และนำดอลลาร์มาแลกจัตที่สนามบินหรือโรงแรมค่ะ
  

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ห้องเรียน วมว. “Science Classrooms in University-Affiliated School Project (SCiUS)”


หลากหลายความสงสัยจากนักเรียน  ผู้ปกครองและผู้ที่สนใจมากมาย  ว่าห้องเรียน วมว. คืออะไร  วันนี้เรามาทำความรู้จักกับห้องเรียนแห่งนี้กันนะคะ


วมว. หรือ “Science Classrooms in University-Affiliated School Project (SCiUS)”
ตัวแรก       หมายถึง  ห้องเรียนวิทยาศาสตร์
                หมายถึง  มหาวิทยาลัย
ตัวที่สอง      หมายถึง  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


วมว. เป็นโครงการที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจัดทำขึ้น  เพื่อส่งเสริมการสร้างฐานกำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ   โดยการจัดการศึกษาที่รองรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีศักยภาพสูง  ส่งเสริมให้อัจฉริยภาพที่มีได้รับการพัฒนาเป็นนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ  เป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต




การจัดการเรียนการสอน

การจัดหลักสูตรสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโรงเรียนเครือข่ายหรือโรงเรียนในกำกับของมหาวิทยาลัย   โดยใช้หลักสูตรของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่ส่งเสริมศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


    โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเครือข่ายที่เปิดรับห้องเรียน วมว. 




สิทธิประโยชน์ของนักเรียนห้องเรียน วมว.

1.  ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากคณาจารย์ นักวิจัยดีเด่นและผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ได้ทำโครงงานวิจัยโดยมีอาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยง (mentor) โดยสัมผัสกับหน่วยงานวิจัย โรงงานอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมท้องถิ่นต่างๆ รวมทั้งการโอนหน่วยกิต  ในโครงการเรียนล่วงหน้าเพื่อศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา  และได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงทรัพยากรด้านการเรียนรู้ต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เช่น ห้องทดลอง - ปฏิบัติการ ห้องสมุด ศูนย์กีฬา เป็นต้น

2. นักเรียนจะได้รับโอกาสเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีโดยวิธีการรับตรง และได้รับทุนการศึกษาในมหาวิทยาลัยของโครงการ วมว. ภายใต้เงื่อนไขที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ กำหนด

3. กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังได้สนับสนุนนักเรียนโครงการ วมว. ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (ระดับปริญญาโท-เอก) โดยผ่านโครงการสนับสนุนนักเรียนทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี)

สัญญาหรือข้อผูกมัดนักเรียนห้องเรียน วมว.

ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้กำหนดร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สะพายเป้เที่ยวเนปาล (Nepal) ตอนที่ 4 Poon Hill trekking look Everest


สวัสดีคร๊า ... มาถึงสะพายเป้เที่ยวเนปาลตอนที่ 4  ตอนสุดท้ายของทริปนี้แล้วนะคะ
เพราะเรามาด้วยกันทั้งหมด  6 คน ขอเหมาแท็กซี่จากโพคารามาส่งยังนายาพูลค่ะ  ขึ้นรถบัส 6 คน รวมแล้วเหมาแท็กซี่ดีกว่า 


 บรรยากาศระหว่างการเดินทาง
  
ว้าววววว  บ้านเราสู้ไม่ได้เลยค่ะ ... รถติดแก๊ส โฮะ ๆๆๆๆๆ
   
  


นั่น ๆๆๆๆๆๆๆ  เอเวอร์เรส  ใช่ ๆ เอเวอร์เรสจริง ๆ ด้วย เอเวอร์เรสส (ลากเสียงยาว ไม่เคยเห็น)







ถึงนายาพูล(Nayapul) จุดเริ่มต้นของการ  trekking  เราลงทะเบียนและจ่ายค่าบัตรเพื่อ  trekking ตามเส้นทางที่วางแผนไว้  ระยะเวลาในการ  trekking  5 วัน เพื่อไปดูเทือกเขาเอเวอร์เรสทั้งลูก  ณ จุดชมวิวพูลฮิล(Poon hill) 


เส้นทางของการ trekking
สีฟ้า       :  นายาพูล(Nayapul) - อุลเลรี(Ulleri)
สีเหลือง
   :  อุลเลรี(Ulleri) - กอเรปานี(Ghorepani)
สีขาว
      :  กอเรปานี(Ghorepani) - ทาดาปานี (Tadapani)
สีแดง
      :  ทาดาปานี (Tadapani) - จินู(Jhinu)
สีม่วง
      :  จินู(Jhinu) - นายาพูล(Nayapul)

           Trekking แล้วคร๊า ...  เราเตรียมพร้อมมาอย่างดีเพื่อได้ชมเอเวอร์เรสสสสสสส  หุหุ การ trekking แปลงร่างสาวเนปาลให้เปลี่ยนเป็นคนใหม่ทันที


                                     เราทั้งสี่คนพร้อม Trekking แล้วคร๊า

ที่นี่ไฟฟ้าน้อย เครื่องโม่หินไม่ต้องใช้ เพราะที่นี่งานโม่หินแฮนเมดค่ะ ... โฮะ ๆๆๆ






          ปอมาที่นี่เพื่อ trekking ??? trekking คืออะไร  อืม ... เดินตามไกด์ไปเรื่อย ๆ แดดร้อน ๆ ทาซันบล็อคยังรื่นเริงค่ะ  เดินไปได้  30 นาที เริ่มมีเสียง ... เราเดินไปไหนกันเหรอคะ???  อีกไกลรึเปล่าคะ???  ทุกคนเริ่มเงียบเสียงและไม่มีใครตอบ  ซันบล็อกละลายไม่เป็นไรทาใหม่ก็ได้  จาก 30 นาทีเวลาก็ล่วงเลยไปเรื่อย ๆ แดดร้อนขึ้น ๆ ผิวขาว ๆ ของเรา ฮือ ๆๆๆๆ  เริ่มไม่สนใจซันบล็อกเพราะทาแล้วละลาย ทาก็ละลาย และเราต้องเดินตากแดดไปอีก 7 ชั่วโมง  จริงเหรอ(เสียงต่ำ)????  คำตอบคือ จริงค่ะ  คำตอบคือ  เราต้องเดินทุกวันวันละไม่ต่ำกว่า  5 ชั่วโมง  จากหมู่บ้านนึงไปยังอีกหมู่บ้านนึงเป็นอย่างนี้ตลอดเส้นทางการเดินทาง  ที่ระหว่างทางปราศจากบ้านเรือน  ผู้คน  ร้านค้า  ห้องน้ำ  ถ้าเราเดินไม่ถึงหมู่บ้านเราก็จะไม่มีที่นอน  ฮือ ๆๆๆๆๆๆ  อยากร้องไห้เป็นภาษาเนปาล  ทุกครั้งที่รู้สึกท้อเพลง ๆ นี้ก็ผุดขึ้นมาทันที ....  ฉันมาทำอะไรที่นี่  ฉันมาทำอะไรที่นี่ ????? แง้ ... หนูอยากกลับบ้าน  

           
             
                               



          แต่นะ ... ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เดินไป เดินไป เหนื่อยไปก็นั่งพัก ช่วงแรกถ่ายภาพกันไม่เว้นแต่ละมุม ต้นไม้เกือบทุกต้นเราถ่ายเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกหมด  ไม่นานนักเราถ่ายภาพกันน้อยลง  พูดจากกันน้อยลง  เหนื่อยมาก ๆ และคนที่แลดูมีความสุขกับการ trekking ที่สุดในทริปนี้คือ  ปอเองค่ะ  อิอิ ... ปอชอบการ trekking มากกกกกกก(ลากเสียงยาว)  เป้าหมายมีไว้พุ่งชนทำให้ปอมองเพียงเส้นทางข้างหน้า  โดยไม่หันกลับไปมองข้างหลังอีกเลยค่ะ เป้าหมายของทุกลมหายใจคือ รีบ ๆ เดินให้ถึงที่พักไว ๆ ส่วนเพื่อน ๆ ปอ ไม่ค่อยมืออาชีพเรื่องการ trekking กันสักเท่าไร  เดินไปถ่ายภาพเดินไปถ่ายภาพ  เสียงหัวเราะมีตลอดเส้นทาง  ส่วนตัวปอเหรอคะ ... เงียบมาก ทำสมาธิในการ trekking  หุหุ ... แง้ ... เค้าคิดถึงบ้าน คิดถึงเมืองไทย คิดถึงเซเว่น คิดถึงโอริโอ้ คิดถึงน้ำเป๊ปซี่เย็น ๆ กับน้ำแข็งเกล็ดหิมะ ฮือ ๆๆๆๆๆ





          ระหว่างการเดินทางเราเดิน ๆ พัก ๆ ยิ่ง trek ยิ่งสูง เราต้องค่อย ๆ เดินไปเรื่อย ๆ กำลังใจจากไกด์และลูกหาบท้องถิ่นมีใครเราเสมอค่ะ  หลายครั้งที่นั่งพักลงไปลูกหาบหญิงของนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ๆ จะถามและหยอกเราอยู่เสมอ ... r u tried ? มองและหัวเราะหน้าปอด้วย  เพราะเราเป็นคนไทยและเรายิ้มง่ายไม่ถือตัว  เราจึงเป็นเหมือนของเล่นไว้ให้ลูกหาบเล่นและหยอกเราค่ะ  เราก็เฮฮาค่ะ  สนุกดี 
          มีครั้งนึงเรานั่งพัก  ปอใช้ไม้เท้ากายสิทธิ์ลากไปบนพื้นดินตัวโต ๆ ว่า “ S.O.S. ” ฝรั่งที่นั่งพักอยู่มองมาเห็นแล้วก็หัวเราะ  ใครเดินมาเห็นหน้าเราพร้อมกับคำดังกล่าวก็แอบอมยิ้มไม่ได้  และในขณะนั้นเอง  มีเครื่องบินบินผ่านมา  ปอลุกขึ้นโบกไม้โบกมือทันที “เหอ ๆ เผื่อเครื่องบินจะร่อนลงเหมือนในหนังค่ะ”  เฮ้อออออ ... เดินต่อไป


จากนายาพูล(Nayapul) ถึงอุลเลรี(Ulleri)  จากอุลเลรี(Ulleri) ถึงกอเรปานี(Ghorepani) เราเดินเท้า 2 วัน  ในที่สุดเราก็ขึ้นไปถึง Poon hill  ดีใจมากที่ขึ้นมาถึง  ปอขึ้นมากับนักท่องเที่ยวกลุ่มแรก ๆ แต่ขึ้นถึงคนสุดท้าย ทุก ๆ ก้าวของการเดินขึ้น poon hill รู้สึกเหนื่อยมากทั้ง ๆ ที่เดินใกล้นิดเดียว  ความสูงทำให้อากาศเบาบางลง  เดินได้สองสามก้าวต้องพัก  ขอบคุณเพื่อนออยที่ดูแลกันตลอดค่ะ หากถามว่า poon hill สูงขนาดไหน  ขอตอบว่า poon hill อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,210 เมตร  ซึ่งจุดสูงสุดของภูชี้ฟ้าบ้านเรามีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล  1,628 เมตร  ส่วนจุดสูงสุดของภูกระดึงอยู่ที่ระดับ 1,316 เมตร นั่นเองค่ะ เย้ ๆๆๆๆ ... ปอถึง poon hill แล้วววววววว


เราเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อสัมผัสกับสิ่งนี้ “เทือกเขาเอเวอร์เรส”
 “ เอเวอร์เรส เอเวอร์เรส เอเวอร์เรสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส ”

ดื่มด่ำกับที่สุดของธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้า  สัมผัสกับอากาศที่หนาวเหน็บ ทุกคนยืนตัวสั่น ทุกสิ่งที่เห็นเหนือคำบรรยาย ชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้เห็นเอเวอร์เรส วันนี้เห็นแล้วปลื้มค่ะ  ขอบรรยายแทนด้วยภาพนะคะ
หากสังเกตจากภาพจะเห็นว่าเราเตรียมความพร้อมสำหรับการ trekking มากที่สุด  เราไม่มีเสื้อกันหนาวขนเป็ด เราไม่มีกางเกงลองจอน  เราไม่มีผ้าพันพันคอ  เราไม่มีถุงมือ เราไม่มีหมวกไหมพรม  เรางัดเอาเสื้อผ้าทุกชิ้นที่หอบขึ้นเขามาใส่ในงานนี้ค่ะ  สภาพจึงเป็นอย่างที่เห็นนะคะ
เพื่อนบางคนริมฝีปากคล้ำ ยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพมือสั่น ๆๆๆๆๆ แต่นั้นคือภาพที่เราทุกคนประทับใจค่ะ สิ่งที่รู้สึกประทับใจอีกสิ่งหนึ่งคือ วันที่เราขึ้นไปบน poon hill ฟ้าปิดค่ะ เรามองเห็นทะเลหมอกและเทือกเขาเอเวอร์เรสแบบลาง ๆ อิอิ ... แอบเซ็งเล็กน้อยค่ะ





ได้เวลาเดินทางต่อแล้วค่ะ  จากนี้ไปเราเดินทางลงเขาใช้เวลา  3 วัน  จากกอเรปานี(Ghorepani) ไปยังทาดาปานี (Tadapani) ต่อไปยังจินู(Jhinu) และสิ้นสุดที่นายาพูล(Nayapul) จุดเริ่มต้นของเราค่ะ








                เรามองเห็นยอดเขาเอเวอร์เรสได้ชัดที่สุดในเช้าวันที่สาม ณ ทาดาปานีค่ะ







                                      ทัศนียภาพสองข้างทางดั่งเทพนิยาย





ยิ่งสูง ยิ่งอากาศดี อารมณ์ดี มีความสุขค่ะ




หมู่บ้านบนภูเขา





เด็ก ๆ บนภูเขา


อาหารบนภูเขา





ห้องพักบนภูเขา








สัตว์เลี้ยงบนภูเขา









อาชีพบนภูเขา (เค้าแข็งแรงกันจริง ๆ)






พิพิธภัณฑ์บนภูเขา